คลังสินค้าแหล่งสะสมปัญหาทางธุรกิจ

เป้าหมายหลักของการทำธุรกิจคือการทำกำไรสูงสุด ซึ่งการที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์นี้ องค์กรต้องบริหารจัดการให้เกิดความพึงพอใจกับบุคคลสามฝ่าย ประกอบด้วย ลูกค้า ผู้ลงทุน และพนักงาน ซึ่งคนทั้งสามกลุ่มนี้มักมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน เป็นต้นว่าลูกค้าต้องการ “ของดีราคาถูก” ผู้ลงทุนชอบ “กำไรเยอะๆ ต้นทุนน้อยๆ เงินปันผลมากๆ” พนักงานก็อยากได้ “เงินเดือนสูง แต่ขอทำงานเบาๆ”

การทำธุรกิจจึงต้องสร้างให้เกิดความสมดุลของทั้งสามฝ่าย เพราะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พึงพอใจ ธุรกิจก็อาจล่มสลายลงได้ เช่น หากลูกค้าไม่พอใจ ก็ไม่ยินดีที่จะซื้อสินค้า และพร้อมจะบอกความไม่พอใจที่ได้รับส่งต่อให้เพื่อนๆ จะเกิดการกระจายข่าวร้ายนี้แบบปากต่อปาก ก่อให้เกิดผลเสียกับธุรกิจมากมายจนยากที่จะแก้ไข เจ้าของหากไม่ได้รับกำไรที่คาดหวังก็พร้อมจะเปลี่ยนแหล่งลงทุน และพนักงานเมื่อไม่พอใจกับรายได้ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนงาน หรือทำงานแบบไม่มีชีวิตชีวาจนลูกค้าตำหนิ หรือก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่ลูกค้าได้

การบริหารงานจึงจำเป็นต้องมีเป้าหมาย และตัวชี้วัดมากมาย เพื่อให้แน่ใจได้ว่าสามารถตอบสนองต่อทุกๆ ฝ่ายได้แล้ว จนบางครั้ง (หรือส่วนใหญ่) องค์กรมักจะหลงประเด็นและเกิดความสับสนถึงเป้าหมายที่แท้จริงของธุรกิจ จึงต้องมีการทบทวนเป้าหมายและตัวชี้วัดต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ และต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง หากพบว่าแนวทางที่ดำเนินอยู่ขัดกับวัตถุประสงค์หลัก

ในส่วนตัวผมเอง มองว่ากิจกรรมต่างๆ ของโลจิสติกส์ เป็นกิจกรรมที่เรียกว่า “ความสูญเปล่า” หรือ “งานที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่า” จึงเป็นงานที่องค์กรต้องแบกภาระต้นทุน โดยบริษัทต้องจ่ายเงินออกไปทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็น ธุรกิจจึงต้องเฝ้ารอเวลา จนเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน เช่น เทคโนโลยีมีความทันสมัยมากขึ้น กิจกรรมต่างๆ ที่ไม่จำเป็นนี้ก็จะถูกลดทอนลงไป ตัวชี้วัดต่างๆ ก็ต้องเปลี่ยนออกไปด้วยเช่นกัน

กิจกรรมของ “คลังสินค้า” ก็เป็นงานด้านโลจิสติกส์อย่างหนึ่ง ที่ไม่ก่อคุณค่าให้กับธุรกิจ แต่ด้วยเพราะมีรสชาติหอมหวานรับประทานง่าย ทำให้นักบริหารธุรกิจมักจะใช้ประโยชน์จากมัน จนเรียกได้ว่าเสพติดยากที่จะเลิก ด้วยเป็นเพราะว่าคลังสินค้าช่วยสร้างข้อดี ปกปิดข้อเสียให้กับนักบริหารธุรกิจได้อย่างมากมาย คลังสินค้าเรียกได้ว่าเป็น “รัฐกันชน” เพื่อให้ผู้บริหารทำงานได้อย่างมีความสุข

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จะมีผู้กล่าวว่า “คลังสินค้าเป็นแหล่งซ่อนปัญหาชั้นดีของธุรกิจ” บริษัทญี่ปุ่นที่ผมเคยทำงานด้วยบอกเสมอว่า หากต้องการพบกับปัญหา ก็ให้ลดระดับของการเก็บสินค้าลง จะพบสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อนเต็มไปหมด บริษัทระดับโลกอย่าง โตโยต้า จึงต้องการพัฒนาตนเองให้กลายเป็น Non-warehouse Manufacturing เพื่อลดระดับปัญหาในองค์กร

ผมขอยกปัญหาทางธุรกิจที่นักบริหารแบบมักง่ายแก้ด้วยการเก็บสินค้าเพิ่มขึ้น เช่น ความสามารถในการพยากรณ์ของนักธุรกิจ หากลูกค้าต้องการสินค้า 100 หน่วยต่อสัปดาห์ นาย ก พยากรณ์ว่าลูกค้าต้องการสินค้า 200 หน่วย ส่วน นาย ข พยากรณ์ได้ 99 หน่วย นาย ข เก่งกว่ามากในการพยากรณ์ข้อมูลชุดนี้ แต่เชื่อไหมครับว่านาย ข ถูก
เจ้านายต่อว่าและถูกทำโทษด้วยเพราะพยากรณ์ผิดพลาดลูกค้าต้องการสินค้าแต่บริษัทไม่มีขายขาดไป 1 ชิ้น ส่วน นาย ก ไม่โดนต่อว่า ทั้งๆ ที่สร้างภาระต้นทุนให้กับธุรกิจสูงกว่าเดิม
เท่าตัว

โรงงานมีปัญหาเรื่องคุณภาพสินค้า ลูกค้าซื้อสินค้าไปแล้ว ปรากฎว่าใช้ไม่ได้ มาขอเปลี่ยน บริษัทยอมเปลี่ยนให้โดยดี ลูกค้าก็ไม่บ่นมากนักสบายใจทั้งคู่ แต่ธุรกิจต้องมาแบกภาระต้นทุนของการการบริหารงานที่แย่มากๆ จนไม่สามารถควบคุมคุณภาพของสินค้าได้ ด้วยการเก็บสินค้าไว้เผื่อให้ลูกค้ามาเปลี่ยนกรณีพบว่าสินค้ามีตำหนิ

นอกจากนี้อุตสาหกรรมมักจะชอบละเลยการจัดตารางการผลิต หรือการสร้างสมดุลการผลิต ซึ่งในส่วนนี้ผมถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการบริหารงาน เพราะว่าพนักงานทุกคนคงไม่มีความสุขในการทำงานมากนัก หากองค์กรนั้นไม่มีความยุติธรรมในการแบ่งงาน ซึ่งจะส่งผลให้พนักงานไม่เกิดความทุ่มเทต่องานที่รับผิดชอบ ความปรองดองก็ไม่เกิดขึ้น วัฒนธรรมขององค์กรก็ผิดเพี้ยน การไม่สนใจต่อสมดุลการผลิตส่งผลให้อุตสาหกรรมผลิตสินค้าเพื่อเก็บเข้าคลังมากกว่าที่ควรจะเป็น

ทำงานแล้วนำมาตีความหมายผิดไปจากวัตถุประสงค์หลัก เช่นว่า ให้เครื่องจักรทำงาน 24 ชั่วโมง เพื่อโอ้อวดประสิทธิภาพ และคาดหวังถึงการประหยัดจากการผลิตจำนวนมาก แต่การผลิตที่วัดประสิทธิภาพเฉพาะจุด และไม่สนใจในการปรับเรียบการผลิต ย่อมก่อให้เกิดความไม่สมดุลในกระบวนการทำงาน ทำให้ปริมาณสินค้าระหว่างกระบวนการมากเกินไป กลายเป็นว่าต้นทุนที่ประหยัดได้จากการผลิตจำนวนมากไม่คุ้มกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเก็บสินค้าที่ยังทำไม่เสร็จ และขายยังไม่ได้

หลายองค์กรไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของปัญหาสินค้าคงคลังเหล่านี้ แนวทางในการแก้ปัญหาจึงไม่ตรงประเด็น ทำได้เพียงแต่ทุเลาลง หรือเลี้ยงไข้ไว้ รอให้เรื่องใหญ่กว่านี้ประทุออกมาภายหลัง และตายไปกับฝันร้ายโดยที่ธุรกิจยังไม่รู้ตัว แนวทางที่พบเห็นเป็นประจำ เหมือนหมอจ่ายยาพาราเซตามอลกับคนไข้ก็คือทำโครงการขอขยายพื้นที่จัดเก็บ หรือเพิ่มจำนวนสินค้าที่เก็บ ด้วยเหตุผลว่าธุรกิจเติบโต คลังสินค้าที่มีอยู่ เริ่มที่จะรองรับ (ปัญหาที่หมักหมมไว้) ไม่ไหว จึงต้องรีบดำเนินการสร้างคลังใหม่

แนวทางแก้ปัญหาให้ถึงรากก็คือต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา เลิกยาแก้ปวดหัวที่แก้ปัญหาครอบจักรวาลออกไป ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ให้สอดรับกับจำนวนสินค้าที่มี และสนุกกับการลดระดับของสินค้าเพื่อกระตุ้นให้ปัญหาที่ซ่อนตัวอยู่ออกจากหลุมหลบภัย แต่ปัญหามักจะอยู่ที่ว่าองค์กรไม่เคยชินกับการพบเจอปัญหา และมุ่งที่จะหาผู้รับผิด ทำให้พนักงานเข็ดขยาดกับปัญหาที่เกิดขึ้น ก็เลยต้องหาวิธีหลบซ่อนปัญหารูปแบบใหม่แทน

สุดยอดเคล็ดวิชาของนวนิยายจีน เรามักจะเคยได้ยินว่า “สูงสุดคืนสู่สามัญ” หรือ “กระบี่อยู่ที่ใจ” ดังนั้นสุดยอดของการจัดการงานคลังสินค้าก็คือไม่ต้องบริหารคลังสินค้า ผมบอกเล่าแล้วฟังดูแปลกๆ นะครับ แต่ก็ตั้งใจบอกว่า เราต้องบริหารจนระบบของเราไหลลื่น ไม่มีสินค้าคงเหลือให้เกิดการติดขัดหรือหยุดชะงัก จนงานด้านคลังสินค้าไม่เหลือให้บริหารครับ จึงจะมุ่งไปสู่สุดยอดวิชาและกลายเป็นองค์กรที่ไม่มีคลังสินค้าได้

แต่พอผมบอกแบบนี้แล้วไม่ใช่ว่าให้ไปยกเลิกงานด้านคลังสินค้าทั้งหมดนะครับ ต้องค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ลดระดับ และปรับแก้ปัญหาที่เกิดตามมาอย่างเป็นระบบอย่างใจเย็น เปรียบคล้ายกับการเลิกยาประมาณนั้นกระมังครับ (เพราะผมเองก็ไม่เคย และไม่กล้าที่จะลองเสพ) หากเราหักดิบเลิกไปเลย กว่าจะผ่านแต่ละช่วงเวลาก็แสนทรมาน บางคนก็ประสบความสำเร็จ แต่ส่วนมากจะกลับไปเสพใหม่หรือไม่ก็เสียชีวิตเพราะทนพิษบาดแผล (ความทรมาน) ไม่ไหว

การเป็นนักบริหารจัดการที่ดี และสร้างให้องค์กรประสบผลสำเร็จได้จึงต้องไม่เกรงกลัวปัญหา โดยมุ่งสร้างองค์กรตั้งแต่พื้นฐานคือ การให้ทุกคนมีปรัชญาการทำงานร่วมกันด้วยใจรักองค์กร สร้างมาตรฐานการทำงานให้มีความเข้าใจตรงกัน เพื่อการตรวจสอบที่ง่ายและชัดเจน กระจายงานให้เกิดความยุติธรรม (ไม่มีสองมาตรฐาน) เมื่อพื้นฐานทั้งหมดปรับดีแล้วจะทำให้บุคลากรทุกระดับเข้าใจและรักองค์กรมากขึ้นเป็นแนวทางในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีอย่างยั่งยืน ช่วยให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องพึ่งยาครอบจักรวาลเหมือนอย่างเคย เมื่อถึงเวลานั้นจะพบว่าการปรับลดระดับของสินค้าคงคลังช่างสนุกจริงๆ ครับ

 

 

You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a Reply